2006/Jan/27

นิทานเรื่อง กุมารโจรและพระเทวทัต

ดังนิทานมีมาว่า ยังมีกุมารคนหนึ่ง บิดามารดาว่ากล่าวสั่งสอนไม่ได้ จึงขับไล่เสียจากบ้านเรือน กุมารนั้นก็ไปคบเพื่อนที่เป็นพวกโจร พากันกระทำโจรกรรมต่างๆ มีปล้นและฆ่าเจ้าบ้าน และเที่ยวปล้นอยู่ที่หนทางกันดาร แย่งชิงเอาซึ่งเกวียนและวัวควาย บางทีฆ่าเจ้าของตาย เก็บเอาทรัพย์ไปแบ่งปันกัน โจรทั้งหลายพากันกระทำเช่นนั้นมาช้านาน จนการณ์รู้ถึงพระมหากษัตริย์ พระองค์จึงทรงตรัสให้อำมาตย์ไปจับโจร อันร้ายกาจฆ่าเสียให้บรรลัย ราษฎรจะได้มีความสุขใจไม่เร่าร้อน อำมาตย์รับพระราชโองการแล้ว ก็ไปกับด้วยบริวารเพื่อจะจับโจร โจรก็พากันหนีไปอาศัยอยู่ที่ราวป่า อำมาตย์กับพวกโยธาไปเที่ยวแสวงหา พบโจรทั้งหลายก็จับฆ่าให้ตายทั้งสิ้น กุมารนั้นก็พลอยตายด้วยพวกโจร เพราะคบคนพาลให้เกิดความเสียหายในโลกนี้ฯ คบคนพาลให้เกิดความเสียหายในโลกหน้า เหมือนพระยาอชาตศัตรูคบพระเทวทัต หิ ดังจะกล่าวให้พิสดารว่า พระเทวทัตเป็นคนพาลสันดานหนา เป็นคู่สร้างเวรกรรมมาแก่พระพุทธเจ้าของเรา เทวทัตเกิดมาเป็นศากยราชร่วมพระวงศา ครั้นออกบรรพชาก็ได้ซึ่งฌานโลกีย์ มีความยินดีในลาภสักการะ พระเทวทัตเข้าสู่ฌานทำปาฏิหาริย์เหาะไปในอากาศ ไปทรมานพระยาอชาตศัตรูในเมืองราชคฤห์ พระยาอชาตศัตรู ได้เห็นปาฏิหาริย์ของพระเทวทัตก็มีพระทัยโสมนัส ถวายตัวเป็นโยมอุปัฏฐาก พระเทวทัตก็มีลาภมาก จึงสั่งสอนพระยาให้ฆ่าพระบิดาจะได้ครองสมบัติ พระยาอชาตศัตรูก็รับคำพระเทวทัตทุกประการ เอกะทิวะสัง อยู่มาวันหนึ่ง พระยาอชาตศัตรูเหน็บกริชสำแดงฤทธิ์เข้าไปในวัง อำมาตย์จับไว้แล้วก็ไต่ถามแสดงความว่าจะเอาสมบัติ พระยาพิมพิสารบรมกษัตริย์ก็ยกให้ พระยาอชาตศัตรูเมื่อได้สมบัติแล้ว จึงมาบอกแก่พระเทวทัตว่า ความปรารถนาของข้าพเจ้าสำเร็จแล้ว บิดาทรงพระกรุณามอบสมบัติให้ พระเทวทัตจึงว่า มหาบพิตรทำการอย่างนี้จะว่าสำเร็จกิจมาแต่ไหน เปรียบอุปไมยเหมือนขังสุนัขไว้ในกลอง สุนัขมันแสบท้องก็จะกัดหนังกลองออกมา ฉันใด สมบัติที่พระบิดายกให้ ท่านโกรธขึ้นมาเมื่อไร ท่านก็จะเอาคืนไปเสียเมื่อนั้น อาตมาเห็นว่า ฆ่าเสียให้ตายนั่นแหละสมบัติจึงจะเป็นสิทธิแก่มหาบพิตร ตัง สุตตะวา พระยาอชาตศัตรูได้ฟังพระเทวทัตว่าดังนั้น จึงตรัสว่า ข้าแต่พระอาจารย์ ข้าพเจ้าไม่อาจฆ่าด้วยอาวุธสาตราได้ พระเทวทัตจึงว่า มหาบพิตรไม่ต้องฆ่าด้วยสาตรา จับขังไว้ในเรือนจำให้อดข้าวอดน้ำไม่ช้าก็ตาย โส สัมปะฏิจฉิตตะวา พระยาอชาตศัตรูราชนั้นรับคำพระเทวทัตแล้วก็สั่งให้จับบิดาขังไว้ในเรือนจำ ไม่ให้ใครไปมาหาสู่ เว้นแต่พระมารดาเท่านั้น

ครั้งนั้น พระอัครมเหสี มีความกตัญญูแก่พระราชสามีชื่อว่า พิมพิสาร จัดอาหารใส่ขันทองคลุมด้วยผ้าห่มนอน ซ่อนเข้าไปถวายแก่พระราชสามี พระองค์ก็ทรงยินดีเสวยซึ่งอาหาร ยังชีวิตสังขารให้เป็นอยู่ พระยาอชาตศัตรูรู้เหตุ จึงห้ามมิให้พระมารดาห่มคลุมผ้าเข้าไป ครั้งนั้นไซร้าพระราชเทวีผู้ฉลาด นำอาหารไปด้วยฉลองพระบาทเข้าไปถวายแก่พระราชสามี พระองค์ก็ทรงเสวยยังชีวิตให้เป็นอยู่ พระยาอชาตศัตรูสืบรู้จึงห้ามพระมารดาไม่ให้ใส่ฉลองพระบาทเข้าไปหาพระยาพิมพิสาร พระนางเจ้าจึงเอาอาหารอันมีรสมาเคล้าขยำบดทาพระกายนาง ห่มพระภูษาผ้าสไบบางเข้าไปเฝ้าพระสามี พระองค์ก็ทรงยินดีลิ้มเลียด้วยความอด ด้วยอำนาจจตุมธุรสก็ยังชีวิตให้เป็นไป พระยาอชาตศัตรูรู้ว่า พระมารดาทำดังนั้นไซร้ จึงตรัสห้ามพระมารดาไม่ให้ไปเป็นอันขาด ครั้งนั้น สมเด็จพระนางนารถราชมารดาก็ทรงโสกาอยู่แก่ภายนอกว่า สามิ พิมพิสาระ ข้าแต่พระยาพิมพิสารผู้เป็นพระราชสามี ตั้งแต่วันนี้ไปเบื้องหน้า จะไม่ได้เห็นพระภัสดาสืบต่อไป นับแต่จะไกลไม่มีกำหนด ราวกะว่าพระจันทร์ดับลับบรรพตเขาพระสุเมรุธร สานุโทษอันใด ที่ข้าพเจ้าทำผิดมาแต่ก่อนด้วยกาย วาจา ใจ ขอพระองค์จงให้อภัยแก่เกล้ากระหม่อมฉันในวันนี้ ถึงพระองค์จะทรงดับพระอินทรีย์ เกล้ากระหม่อมก็มิได้เห็นพระองค์แล้ว ขอพระทูลกระหม่อมแก้วจงอภัยโทสาแก่เกล้ากระหม่อมผู้อัครชายาในกาลบัดนี้ อะถะโข พิมพิสาโร ครั้งนั้น พระยาพิมพิสารไม่มีอาหารจะเสวยแล้ว พระองค์ก็ทรงเดินจงกรมเจริญพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ มีปีติอันอุดมเลี้ยงพระกายอินทรีย์ มีวรรณะฉวีอันงามผ่องใส จึงรู้ขึ้นไปถึงพระยาอชาติศัตรูว่า พระบิดามีชีวิตอันเป็นอยู่ด้วยอาการเดินจงกรม จึงรับสั่งให้ช่างโกนผมเอามีดโกนที่คมไปผ่าฝ่าพระบาททั้งสองซ้ายขวา แล้วให้ทาด้วยน้ำเกลือ พระยาพิมพิสารก็เสวยทุกขเวทนา กาลัง กัตตะวา ก็ทำกาลกิริยาตายไปตามยถากรรม ฯ ครั้งนั้นมีเหตุเกิดขึ้น ๒ เรื่อง คือ พระยาพิมพิสารสวรรคต ๑ พระราชโอรสประสูติจากครรภ์มารดา ๑ เมื่อเหตุทั้งสองบังเกิดขึ้นดังนี้ อำมาตย์ทั้งสองก็มาคอยทูลคดีคนละเรื่อง อำมาตย์ทั้งสองจึงปรึกษากันว่า เราจะทูลเรื่องตายก่อนหรือๆ จะทูลเรื่องเกิดก่อนอำมาตย์ผู้หนึ่งจึงว่า ควรจะทูลเรื่องเกิดก่อน เพราะเรื่องเกิดเป็นเรื่องมงคล เมื่อปรึกษากันแล้วก็พากันคอยอยู่ ครั้นพระยาอชาตศัตรูเสด็จออกมา อำมาตย์ผู้หนึ่งก็ทูลเรื่องพระราชโอรสประสูติจากครรภ์พระราชเทวี พระองค์ได้ทรงฟังก็มีความยินดีรักใคร่ ปีติบังเกิดแผ่ไปตามเส้นโลมา จึงคิดถึงคุณพระบิดาว่า ท่านก็จะรักเราเหมือนเช่นนี้ จึงรับสั่งถามถึงพระราชบิดาว่า เป็นสุขดีหรือเจ็บไข้ อำมาตย์ที่สองก็ทูลขึ้นไปว่า สมเด็จพระยาพิมพิสารดับสังขารสวรรคตล่วงไปแล้ว ตัง สุตตะวา พระยาอชาตศัตรูได้ฟังก็เสียพระทัย ทรงพระกันแสง มีพระทัยเหือดแห้งไปด้วยความโศก เพราะความวิโยคพลัดพรากจากของที่รักใคร่ เสวยไม่ได้ บรรทมไม่หลับ มีพระกายอันผ่ายผอม ครั้งนั้น โกมารภัจ จึงพาพระอชาตศัตรู เข้าไปเฝ้าพระสัพพัญญูในสวนอัมพวันให้ทูลขออัจจโยโทษ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรด ตรัสเทศนาซึ่งสามัญผลสูตร ยังพระยาอชาตศัตรูให้เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย แก้วทั้ง ๓ ประการ มีพระทัยชื่นบานหรรษา เสื่อมจากความเศร้าโศกโสกาปริเทวนาการ ตั้งแต่นั้นมา พระยาอชาตศัตรูก็มีความเชื่อในพระศาสนา สิ้นจากความเลื่อมใสในพระเทวทัต ไม่ได้ไปมาหาสู่และถวายซึ่งวัตถุทาน

อะถะโข เทวะทัตโต ครั้งนั้น พระเทวทัตก็เสื่อมจากลาภสักการะ จึงไปเฝ้าสมเด็จพระศาสดาจารย์ ทูลขอพระสงฆ์แก่พระพุทธองค์ เพื่อจะเป็นผู้รักษาหมู่คณะ และทูลขอให้พระสงฆ์ปฏิบัติในวัตถุ ๕ ประการ คือ ไม่ให้ฉันเนื้อปลาเป็นต้นจนสิ้นชีวิต สมเด็จพระพุทธองค์ก็ไม่ทรงอนุญาต พระเทวทัตก็คิดอาฆาตคิดฆ่าพระพุทธเจ้า ไปหานายขมังธนูให้ไปยิ่งพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงทรมานนายขมังธนูให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระเทวทัตไปหานายควาญช้างให้ไสช้างขับมันมาแทงพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงทรมานช้างขับมันนั้น ให้เสื่อมจากพยศอันร้าย เมื่อกรรมทั้งสองอย่างนี้ไม่สำเร็จแล้ว พระเทวทัตก็มีความโกรธมาก ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากเขาคิชฌกูฏ พระเทวทัตก็กลิ้งศิลาก้อนใหญ่เพื่อจะให้ทับพระพุทธเจ้าให้ตาย ครั้งนั้น ก้อนศิลาทั้งหลายสองก้อนผุดขึ้นมารับรองก้อนศิลาใหญ่ไม่ให้ถูกองค์พระพุทธเจ้าได้ในที่นั้น ครั้งนั้น สะเก็ดหินที่แตกออกมา กระเด็นไปถูกพระบาทาของพระศาสดาให้ห้อพระโลหิต พระเทวทัตกระทำซึ่งความผิดถึงโลหิตุปบาท เมื่อพระเทวทัตไม่สำเร็จซึ่งอาฆาตในพระพุทธองค์ จึงคิดทำสังฆเภททำลายสงฆ์แยกออกเป็น ๒ หมู่ สมเด็จพระบรมครูจึงให้พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลาน์ ไปนำมาซึ่งพระสงฆ์ทั้งปวง ท่านทั้งสองรับพุทธฎีกาพากันไปนำซึ่งพระสงฆ์มา พระโกกาลิกะเห็นพระอัครสาวกพาพระสงฆ์ไป จึงโกรธประหารพระเทวทัตด้วยข้อเข้าที่อกว่า ดูกรเทวทัต พระอัครสาวกพระพระสงฆ์ไปแล้ว พระเทวทัตถูกประหารก็รากเป็นโลหิตถึงซึ่งอาพาธเป็นไข้หนัก พระเทวทัตจึงขึ้นสู่เตียงให้ลูกศิษย์หามไปสู่เมืองสาวัตถี เพื่อจะเฝ้าพระมหามุนีผู้เป็นพระศาสดา ลูกศิษย์หามพระเทวทัตมาถึงสระโบกขรณี ใกล้พระเชตวัน ขณะนั้น พระเทวทัตให้วางเตียงลง เพื่อจะไปสรงน้ำให้เป็นสุขสบาย เมื่อพระเทวทัตนั่งอยู่บนเตียงหย่อนเท้าลงมา พอถึงพื้นพสุธาแผ่นดินก็สูบลงไป พระเทวทัตจึงยกมือทั้งสองขึ้นไหว้สมเด็จพระศาสดาบูชาด้วยพระกระดูกคาง เมื่อพระเทวทัตได้กระทำความเคารพบูชาซึ่งพระศาสดาสำเร็จแล้ว แผ่นดินก็สูบพระเทวทัตลงไปสู่มหานรก ชื่อว่า อเวจี ให้เสวยทุกขเวทนามีเท้าทั้งสองจมลงไปในพื้นเหล็กแดงเพียงข้อเท้า มือทั้งสองจมเข้าไปในผนังเหล็กแดงเพียงข้อมือ ศีรษะจมเข้าไปในแผ่นเหล็กแดงเบื้องบนเพียงหู หลาวเหล็กโตเท่าลำตาลแทงตั้งแต่ศีรษะลงมาตลอดเท้า ในข้างผนังทั้ง ๔ มีหลาวเหล็กโตเท่าลำตาลพุ่งออกมาแทงกายพระเทวทัต ทะลุออกไปในท่ามกลาง ตรึงไว้ไม่ให้ไหว มีเปลวไฟพุ่งออกมาจากเบื้องบน เบื้องต่ำ และข้างทั้ง ๔ มาประชุมกันไหม้ กายอินทรีย์พระเทวทัต กายพระเทวทัตแดงดังเหล็กสุก เสวยซึ่งกองทุกข์อยู่ในอเวจี ฯ ถามว่า เมื่อไรพระเทวทัตจะพ้นทุกข์ แก้ว่า ในที่สุดแห่งภัทรกัลป์นี้ พระเทวทัตจะพ้นจากอเวจีขึ้นมาตรัสรู้เป็นพระปัจเจกโพธิ ด้วยผลที่บรรพชาเป็นภิกษุในพระศาสนา แล้วก็ดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน ถามว่า พระยาอชาตศัตรูฆ่าบิดาตายจะมีโทษเป็นอย่างไร แก้ว่า โทษที่ฆ่าบิดาตายตัดเสียซึ่งนิสัยพระโสดาในชาตินั้น แต่พระยาอชาตศัตรูรู้ซึ่งความผิด จึงให้โกมารภัจพาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสเทศนาสามัญผลสูตร โปรดพระยาอชาตศัตรูให้รู้ซึ่งบาป บุญ คุณ และโทษ ครั้นจบพระสัทธรรมเทศนาก็ทูลขออภัยโทษ พระองค์ก็ทรงโปรดด้วยกรุณา โทษที่พระยาอชาติศัตรูฆ่าบิดา จึงได้เบาพ้นจากนรกชื่อ อเวจี มาตกนรกชื่อ มาตกนรกชื่อว่า โลหะกุมภีอันเป็นบริวาร ครั้งที่สุดอวสานพ้นจากนรกแล้ว ก็จะมาตรัสเป็นพระปัจเจกโพธิ ได้สำเร็จมรรคผลด้วยกุศลที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นอุปถัมภกยกปฐมสังคายนา และกุศลทั้งหลายมีเชิญพระบรมธาตุไปก่อเป็นพระเจดีย์บรรจุไว้ให้เป็นที่ไหว้บูชาแก่มนุษย์ และเทวดาสิ้นกาลนาน ถามว่า พระยาอชาตศัตรูอยู่ในท้องมารดานั้น ให้มารดาอยากกินเลือดพระยาพิมพิสาร ครั้นนานมาพระยาพิมพิสารรู้เหตุ จึงเอาพระขรรค์แทงลงตรงพระชงค์ เอาขันทองมารองพระโลหิต ให้พระนางเจ้าทรงเสวยให้หายอยาก แล้วหาหมอโหรมาทำนาย โหรก็ทายว่า ลูกที่อยู่ในครรภ์จะฆ่าพ่อ พระมารดานั้นก็ให้ทาสีเหยียบนวดกวดขันหมายจะให้ครรภ์นั้นตกไป พระยาพิมพิสารได้รู้เหตุ จึงทรงพระพิโรธจะลงโทษพระอัครชายา ตั้งแต่นั้นครรภ์ก็เจริญขึ้นจนประสูติออกมาเป็นชาย ครั้นใหญ่โตขึ้นมาก็ฆ่าบิดาตายเหมือนนัยทีวิสัชนามาแต่หนหลัง เราท่านทั้งหลายได้ยิน ได้ฟังว่า คบคนพาลมีโทษ ย่อมตัดเสียซึ่งประโยชน์ในชาตินี้และชาติหน้า ดังพระยาอชาตศัตรูและพระยาพิมพิสาร อาศัยซึ่งคนพาล จึงตัดเสียซึ่งมรรคผล ชีวิตของตนก็ถึงซึ่งความตาย ดังบรรยายมาฉะนี้

จบมงคลที่ ๑ แต่เพียงเท่านี้ ฯ


edit @ 2006/01/27 17:36:31
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
#1  by  น้น้นัตคัต (58.147.125.12) At 2007-08-06 19:30, 
turturu
#2  by  oupou (58.147.120.125) At 2007-08-06 19:32, 
#3  by   (58.147.125.12) At 2007-08-06 19:41, 

<< Home


แดดเช้า
View full profile