2006/Jan/27

นิทานเรื่องพาณิชเจ็ดร้อย

อนึ่ง มนุษย์และเทพยดาจะได้ซึ่งทางสวรรค์ และทางพระนิพพาน ก็ต้องอาศัยคบนักปราชญ์ เหมือนนิทานพาณิช ๗๐๐ เป็นต้น กิระ ดังจะได้ฟังมาว่า ในกาลที่ล่วงไป สัตตะสะตะวาณิชา ยังมีพ่อค้าสำเภา ๗๐๐ ขึ้นสู่เรือสำเภาแล่นไปในท้องมหาสมุทร ครั้นถึง ๗ วัน สำเภาก็แตกน้ำพุ่งขึ้นมา พ่อค้าทั้งหลายก็พากันกลัวแต่ความตาย พากันวุ่นวายกราบไหว้บวงสรวงซึ่งเทพยดาที่ตนนับถือ เอโก ปุริโส ยังมีบุรุษผู้หนึ่ง เมื่อวันจะลงสู่เรือสำเภา ได้รับพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ ประการ ถวายทานแก่พระสงฆ์แล้วก็ลงเรือสำเภามา บุรุษผู้นั้นนั่งอยู่กลางนาวา พิจารณาซึ่งทานและศีลเป็นต้น ไม่มีความร้อนรนกระวนกระวาย ชนทั้งหลายจึงถามว่า เหตุไรท่านจึงไม่กลัวความตาย บุรุษนั้นจึงบอกว่า เรามีจิตบริสุทธิ์อยู่ในศีล ๕ ประการ ถึงจะดับสังขารก็ไปสู่สวรรค์ เพราะฉะนั้นเราจงไม่กลัวความตาย ชนทั้งหลายจึงถามว่า ศีล ๕ เราทั้งหลายจะรักษาได้ไหม บุรุษนั้นจึงบอกว่า รักษาได้ ชนทั้งปวงจึงพากันดีใจขอรับศีล ๕ บุรุษนั้นก็จัดคนทั้งหลายเป็น ๗ จำพวก พวกละร้อย พวกร้อยที่ ๑ รับศีลแล้วน้ำท่วมก็ขึ้นมาเพียงเท้า พวกร้อยที่ ๒ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงเข่า พวกร้อยที่ ๓ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงสะเอว พวกร้อยที่ ๔ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงสะดือ พวกร้อยที่ ๕ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงนม พวกร้อยที่ ๖ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงคอ พวกร้อยที่ ๗ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงปาก ครั้นชนทั้งหลายรับศีลแล้ว บุรุษที่เป็นอาจารย์ก็ร้องประกาศว่า ศีล ๕ นี่แหละเป็นที่พึ่งของท่านทั้งปวง ไม่มีสิ่งอื่นที่จะเป็นที่พึ่งแล้ว ท่านทั้งปวงจงตั้งมั่นอยู่ในศีลเถิด ครั้นประกาศแล้วก็พากันจมลงในน้ำ กาลัง กะโรนตา เมื่อชนทั้งหลายทำกาลกิริยาตายก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์พร้อมกันทั้งสิ้น ด้วยกุศลที่รักษาศีลเมื่อจะใกล้ตาย เพราะเหตุฉะนั้น เทพยดาทั้งหลายจึงชื่อว่า สตุลลปกายิกาเทพยดา ด้วยได้รับธรรมของสัปบุรุษ คือ ศีล ๕ จึงได้พากันขึ้นไปบังเกิดเป็นเทพยดาพร้อมกัน ก็วิมานแห่งเทพยดาที่เป็นอาจารย์นั้นสูง ๑๐๐ โยชน์ ตั้งอยู่ท่ามกลางวิมานแห่งเทพยดาที่เป็นศิษย์ วิมานเทพยดาที่เป็นศิษย์สูง ๑๒ โยชน์ ล้อมวิมานเทพยดาอาจารย์ เสวยสุขสำราญอยู่ในวิมานดาวดึงส์ เทพยดาที่เป็นศิษย์ทั้งหลายมีความยินดีในสมบัติ ครั้นพิจารณาดูรู้ว่าสมบัติเหล่านี้ เราได้เพราะอาศัยอาจารย์เป็นสัปบุรุษ เทพยดาทั้งหลายปรารถนาจะกล่าวสรรเสริญคุณอาจารย์ จึงชวนกันลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้าในพระเชตวัน เมืองสวัตถี ถวายอภิวาทวันทนาพระมหามุนี แล้วจึงกล่าวคาถาสรรเสริญคุณเทพยดาที่เป็นอาจารย์ เทพยดาที่ ๑ กล่าวคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ สัพภิ กุพเพถะ สันถะวัง สะตัง สัทธัมมะมัญญายะ เสยโย โหติ นะ ปาปิโย สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ แปลว่า บุคคลปรารถนาความสุขในอิริยาบถ ๔ คือ นั่ง นอน ยืน เดิน แล้ว ให้พึงคบนักปราชญ์ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ จึงจะละเสียซึ่งบาปอกุศล ยกตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งหวงได้ เทพยดาที่ ๒ กล่าวเป็นคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ ปัญญัง ละภะติ นาญญะโต แปลว่า บุคคลจะได้ซึ่งปัญญาก็อาศัยคบนักปราชญ์ ไม่ได้ในสำนักแห่งคนพาล เปรียบดังน้ำมันย่อมเกิดแต่ผลไม้ทั้งหลาย มีมะพร้าวและงาเป็นต้น ไม่ได้เกิดแต่เมล็ดกรวดและทราย ฉันใดก็ฉันนั้น เทพยดาที่ ๓ กล่าวคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ โลกะมัชเฌ นะ โสจะติ แปลว่า บุคคลย่อมไม่เศร้าโศก ในท่ามกลางแห่งบริษัทที่เศร้าโศก ก็อาศัยแก่คบนักปราชญ์ ไม่ได้ในสำนักแห่งคนพาล เหมืนอวัตถุนิทานนางมัลลิกา ภรรยาพันธุลเสนาบดี


edit @ 2006/01/27 23:16:54

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

<< Home


แดดเช้า
View full profile