นิทานเรื่อง สังกิจจสามเณร
ยังมีนิทานอันปรากฏอยู่ในอรรถกถาพระธรรมบท เรื่องสังกิจจสามเณรอยู่ในเมืองสาวัตถี สาวัตถิยัง กิระ สังกิจโจ ดังได้ฟังมาว่า มีกุมารผู้หนึ่งเป็นลูกพราหมณ์มีนามชื่อว่า สังกิจจะ บวชเป็นสามเณรอยู่ในสำนักพระสารีบุตร มีอายุได้ ๗ ขวบ สำเร็จพระอรหัตตัดกิเลสจากสันดาน ในขณะเมื่อปลงผม จึงออกไปสู่ป่ากับภิกษุทั้งหลาย ๓๐ องค์ พวกโจร ๕๐๐ จับเจ้าสังกิจจสามเณรจะไปฆ่าเอาเนื้อบวงสรวงเทพยดา พระสงฆ์ ๓๐ องค์ก็พากันร้องไห้คิดถึงเจ้าสามเณร แต่เจ้าสามเณรไม่มีความโศก นั่งเข้าสู่ฌานในสถานที่นั้น นายโจรผู้ใหญ่ให้พวกโจรบริวารตั้งการพิธีก่อไฟเป็นต้น นายโจรก็จับดาบฟันคอเจ้าสามเณร ดาบก็อ่อนพับไปไม่เข้าเจ้าสามเณร นายโจรก็ดัดดาบให้ตรงแล้วก็ฟันลงอีกทีหนึ่ง ดาบก็อ่อนม้วนกลมเข้ามาหาพวกโจรทั้งหลายเห็นปาฏิหาริย์ของเจ้าสามเณรเป็นมหัศจรรย์ ได้ฟังธรรมของเจ้าสามเณร ก็พากันมีความศรัทธาขอบวชบรรพชาเป็นสามเณร ครั้นไปเฝ้าพระศาสดาได้ฟังพระธรรมเทศนา ก็สำเร็จพระอรหัตปฏิสัมภิทาญาณ ดังรับประทานวิสัชนามาฉะนี้
เทพยดาที่ ๔ กล่าวคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ ญาติมัชเฌ วิโรจะติ แปลว่า บุคคลที่คบหาด้วยนักปราชญ์ จะรุ่งเรืองในท่ามกลางแห่งหมู่ญาติเหมือนอธิมุตตกสามเณร กิระ ดังได้ยินมาว่า สามเณรองค์นี้ เป็นหลานพระสังกิจจะ พระมหาเถระให้ไปถามอายุแก่อุบาสิกาพี่สาว ถามอายุต่อพี่สาวๆ จำไม่ได้ จึงไปสู่สำนักแห่งบิดา ครั้นเดินไปตามมรรคา โจรทั้งหลายก็จับไว้ โจรบางคนก็ว่าจะฆ่า โจรบางคนก็ว่าให้ปล่อยไป เจ้าสามเณรจึงว่าแก่โจรทั้งหลาย ท่านฆ่าเราให้ตาย คนทั้งหลายรู้เหตุก็จะไม่พากันเดินไปมาทางนี้ ท่านก็จะเสื่อมจากลาภข้าวของต่างๆ ถ้าท่านปล่อยเราไปแล้วกิตติศัพท์ก็จะไม่มี คนทั้งหลายก็จะเดินมาทางนี้เป็นอันมาก เต โจรา ตัง สุตตะวา โจรทั้งหลายนั้นได้ฟังเจ้าสามเณรก็เห็นลงพร้อมกัน จึงเอาปฏิญาณแก่เจ้าสามเณรว่า ท่านไปพบมนุษย์ทั้งหลายแล้ว ก็อย่าบอกว่า เราทั้งปวงอยู่ในที่นี้เลย เจ้าสามเณรก็รับคำปฏิญาณแก่โจรทั้งหลายๆ ก็ปล่อยเจ้าสามเณรไป เจ้าสามเณรเมื่อเดินมาตามมรรคา ก็พบบิดามารดาและหมู่ญาติของตน ก็ไม่บอกแก่บิดามารดาเป็นต้น ว่าโจรทั้งหลายอยู่ในที่นั้นที่นี้ บิดามารดาและหมู่ญาติก็พากันเดินมา โจรทั้งหลายก็จับบิดามารดา และญาติของเจ้าสามเณรทำให้ได้ความลำบาก มารดาเจ้าสามเณรก็ร้องไห้ร่ำไรว่า เจ้าสามเณรไม่บอกแก่เราเลยว่า ทางนี้มีอันตราย เราทั้งหลายจะได้ไปทางอื่น เต ตัง สุตตะวา โจรทั้งหลายนั้นได้ฟังจึงถามว่า เจ้าสามเณรนั้นเป็นอะไรกับท่าน จึงบอกว่า เจ้าสามเณรนั้นเป็นลูกของเรา โจรทั้งหลายได้ฟังก็พากันเลื่อมใสในสามเณร จึงปล่อยคนทั้งหลาย มีบิดามารดาของสามเณรเป็นต้น แล้วโจรทั้งหลายก็พากันไปบวชในพระพุทธศาสนา ได้เรียนกัมมัฏฐานภาวนา ก็พากันสำเร็จพระอรหัตตัดกิเลสขาดจากสันดาน ดังวิสัชนามาฉะนี้
เทวดาที่ ๕ กล่าวคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ สัตตา คัจฉันติ สุคะติง แปลว่า สัตว์ทั้งหลาย คบหาซึ่งนักปราชญ์ผู้มีปัญญาได้รักษาศีล ๕ แล้วพากันไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ฯ เทวดาที่ ๖ กล่าวตามคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ สัตตา ติฏฐันติ สาตะตัง แปลว่า หมู่สัตว์ทั้งหลายจะตั้งอยู่ในความสุขเนืองๆ ก็อาศัยคบหาซึ่งนักปราชญ์ผู้มีปัญญารู้ธรรมของสัปปุรุษไว้ให้มั่นในขันธสันดานของตน อะถาปะรา เทวะตา ในครั้งนั้น ยังมีเทวดาองค์หนึ่ง ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้อยคำทั้งสิ้นที่เทวดาทั้งหลายกล่าวมา เป็นสุภาษิตทั้งสิ้นแหละหรือ ฯ สัตถา สมเด็จพระศาสดาจึงตรัสว่า ดูกรเทวดาทั้งหลาย คำที่เทวดากล่าวมานี้ เป็นแต่เทียบเคียงยังไม่เป็นสุภาษิตแท้ เมื่อพระองค์ทรงตรัสเทศนา จึงตรัสเป็นคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ สัพพะทุกขา ปะมุจะติ แปลว่า ดูกรเทวดา บุคคลพึงสำเร็จในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ นั่ง นอน ยืน เดิน แก่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์มีปัญญา มีองค์พระอรหันตสัมมาสัมพุทโธเป็นต้น ธรรมธาตุโลกีย์ให้ตายกลายเป็นโลกอุดร ทำจิตให้ตั้งอยู่ในฉฬังคุเบกขาธรรมฐิติญาณ ดับขันธสังขารแล้วก็พ้นจากทุกข์ทั้งปวง นี้แหละเป็นสุภาษิตโดยแท้ โดยตรง เมื่อพระพุทธองค์เทศนาจบลง เทวดาทั้ง ๖ องค์ก็กลับสู่วิมานสถาน ดังรับประทานวิสัชนามาฉะนี้ ฯ ลำดับนั้น ชนทั้งหลายสองพวก คือ คบคนพาลพวก ๑ คบนักปราชญ์ผู้มีปัญญาพวก ๑ คนสองพวกนี้ย่อมเป็นข้าศึกซึ่งกันและกัน คบคนพาลย่อมกระทำบาปหยาบช้า ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนเศร้าโศกโสกา ทั้งโลกนี้และโลกหน้าสิ้นกาลนาน ๑ คบคนพาลจะนำมาซึ่งความพินาศ ซึ่งสมบัติพัสถานและการบุญกุศลที่ตนจะได้ในชาตินี้และชาติหน้า อันจะนำมาซึ่งความสุข ๑ คบนักปราชญ์ที่มีปัญญา ที่รู้บาปบุญคุณโทษ ประโยชน์ชาตินี้ชาติหน้า จะนำมาซึ่งการกุศลมีทานศีลภาวนาเป็นต้น จะยกตนให้พ้นจากทุกข์ในอบาย ๑ คนคบนักปราชญ์ชาติเมธา จะมีสติปัญญาและแกล้วกล้าในท่ามกลางบริษัท จะไม่เศร้าโศกโทมนัสขัดข้องในสันดาน จะเป็นผู้แสวงหาทางสวรรค์ทางนิพพานในเบื้องหน้า จะนั่ง นอน ยืน เดิน เป็นสุข หาโทษมิได้ จะไม่มีความเดือดร้อนใจในโลกนี้และโลกหน้า จะรักษาซึ่งทรัพย์และบุตรภรรยาคณาญาติ ด้วยอานิสงส์ที่คบนักปราชญ์ชาติเมธี จะมีความเจริญสุขสวัสดีนิราศภัย เมื่อจะแตกดับขันธ์ทั้ง ๕ ไปก็จะได้สุคติในฉกามา ดังรับประทานวิสัชนามาด้วยประการฉะนี้.
edit @ 2006/01/27 23:14:17