2006/Jan/27

นิทานเรื่อง สังกิจจสามเณร

ยังมีนิทานอันปรากฏอยู่ในอรรถกถาพระธรรมบท เรื่องสังกิจจสามเณรอยู่ในเมืองสาวัตถี สาวัตถิยัง กิระ สังกิจโจ ดังได้ฟังมาว่า มีกุมารผู้หนึ่งเป็นลูกพราหมณ์มีนามชื่อว่า สังกิจจะ บวชเป็นสามเณรอยู่ในสำนักพระสารีบุตร มีอายุได้ ๗ ขวบ สำเร็จพระอรหัตตัดกิเลสจากสันดาน ในขณะเมื่อปลงผม จึงออกไปสู่ป่ากับภิกษุทั้งหลาย ๓๐ องค์ พวกโจร ๕๐๐ จับเจ้าสังกิจจสามเณรจะไปฆ่าเอาเนื้อบวงสรวงเทพยดา พระสงฆ์ ๓๐ องค์ก็พากันร้องไห้คิดถึงเจ้าสามเณร แต่เจ้าสามเณรไม่มีความโศก นั่งเข้าสู่ฌานในสถานที่นั้น นายโจรผู้ใหญ่ให้พวกโจรบริวารตั้งการพิธีก่อไฟเป็นต้น นายโจรก็จับดาบฟันคอเจ้าสามเณร ดาบก็อ่อนพับไปไม่เข้าเจ้าสามเณร นายโจรก็ดัดดาบให้ตรงแล้วก็ฟันลงอีกทีหนึ่ง ดาบก็อ่อนม้วนกลมเข้ามาหาพวกโจรทั้งหลายเห็นปาฏิหาริย์ของเจ้าสามเณรเป็นมหัศจรรย์ ได้ฟังธรรมของเจ้าสามเณร ก็พากันมีความศรัทธาขอบวชบรรพชาเป็นสามเณร ครั้นไปเฝ้าพระศาสดาได้ฟังพระธรรมเทศนา ก็สำเร็จพระอรหัตปฏิสัมภิทาญาณ ดังรับประทานวิสัชนามาฉะนี้

เทพยดาที่ ๔ กล่าวคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ ญาติมัชเฌ วิโรจะติ แปลว่า บุคคลที่คบหาด้วยนักปราชญ์ จะรุ่งเรืองในท่ามกลางแห่งหมู่ญาติเหมือนอธิมุตตกสามเณร กิระ ดังได้ยินมาว่า สามเณรองค์นี้ เป็นหลานพระสังกิจจะ พระมหาเถระให้ไปถามอายุแก่อุบาสิกาพี่สาว ถามอายุต่อพี่สาวๆ จำไม่ได้ จึงไปสู่สำนักแห่งบิดา ครั้นเดินไปตามมรรคา โจรทั้งหลายก็จับไว้ โจรบางคนก็ว่าจะฆ่า โจรบางคนก็ว่าให้ปล่อยไป เจ้าสามเณรจึงว่าแก่โจรทั้งหลาย ท่านฆ่าเราให้ตาย คนทั้งหลายรู้เหตุก็จะไม่พากันเดินไปมาทางนี้ ท่านก็จะเสื่อมจากลาภข้าวของต่างๆ ถ้าท่านปล่อยเราไปแล้วกิตติศัพท์ก็จะไม่มี คนทั้งหลายก็จะเดินมาทางนี้เป็นอันมาก เต โจรา ตัง สุตตะวา โจรทั้งหลายนั้นได้ฟังเจ้าสามเณรก็เห็นลงพร้อมกัน จึงเอาปฏิญาณแก่เจ้าสามเณรว่า ท่านไปพบมนุษย์ทั้งหลายแล้ว ก็อย่าบอกว่า เราทั้งปวงอยู่ในที่นี้เลย เจ้าสามเณรก็รับคำปฏิญาณแก่โจรทั้งหลายๆ ก็ปล่อยเจ้าสามเณรไป เจ้าสามเณรเมื่อเดินมาตามมรรคา ก็พบบิดามารดาและหมู่ญาติของตน ก็ไม่บอกแก่บิดามารดาเป็นต้น ว่าโจรทั้งหลายอยู่ในที่นั้นที่นี้ บิดามารดาและหมู่ญาติก็พากันเดินมา โจรทั้งหลายก็จับบิดามารดา และญาติของเจ้าสามเณรทำให้ได้ความลำบาก มารดาเจ้าสามเณรก็ร้องไห้ร่ำไรว่า เจ้าสามเณรไม่บอกแก่เราเลยว่า ทางนี้มีอันตราย เราทั้งหลายจะได้ไปทางอื่น เต ตัง สุตตะวา โจรทั้งหลายนั้นได้ฟังจึงถามว่า เจ้าสามเณรนั้นเป็นอะไรกับท่าน จึงบอกว่า เจ้าสามเณรนั้นเป็นลูกของเรา โจรทั้งหลายได้ฟังก็พากันเลื่อมใสในสามเณร จึงปล่อยคนทั้งหลาย มีบิดามารดาของสามเณรเป็นต้น แล้วโจรทั้งหลายก็พากันไปบวชในพระพุทธศาสนา ได้เรียนกัมมัฏฐานภาวนา ก็พากันสำเร็จพระอรหัตตัดกิเลสขาดจากสันดาน ดังวิสัชนามาฉะนี้

เทวดาที่ ๕ กล่าวคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ สัตตา คัจฉันติ สุคะติง แปลว่า สัตว์ทั้งหลาย คบหาซึ่งนักปราชญ์ผู้มีปัญญาได้รักษาศีล ๕ แล้วพากันไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ฯ เทวดาที่ ๖ กล่าวตามคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ สัตตา ติฏฐันติ สาตะตัง แปลว่า หมู่สัตว์ทั้งหลายจะตั้งอยู่ในความสุขเนืองๆ ก็อาศัยคบหาซึ่งนักปราชญ์ผู้มีปัญญารู้ธรรมของสัปปุรุษไว้ให้มั่นในขันธสันดานของตน อะถาปะรา เทวะตา ในครั้งนั้น ยังมีเทวดาองค์หนึ่ง ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้อยคำทั้งสิ้นที่เทวดาทั้งหลายกล่าวมา เป็นสุภาษิตทั้งสิ้นแหละหรือ ฯ สัตถา สมเด็จพระศาสดาจึงตรัสว่า ดูกรเทวดาทั้งหลาย คำที่เทวดากล่าวมานี้ เป็นแต่เทียบเคียงยังไม่เป็นสุภาษิตแท้ เมื่อพระองค์ทรงตรัสเทศนา จึงตรัสเป็นคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ สัพพะทุกขา ปะมุจะติ แปลว่า ดูกรเทวดา บุคคลพึงสำเร็จในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ นั่ง นอน ยืน เดิน แก่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์มีปัญญา มีองค์พระอรหันตสัมมาสัมพุทโธเป็นต้น ธรรมธาตุโลกีย์ให้ตายกลายเป็นโลกอุดร ทำจิตให้ตั้งอยู่ในฉฬังคุเบกขาธรรมฐิติญาณ ดับขันธสังขารแล้วก็พ้นจากทุกข์ทั้งปวง นี้แหละเป็นสุภาษิตโดยแท้ โดยตรง เมื่อพระพุทธองค์เทศนาจบลง เทวดาทั้ง ๖ องค์ก็กลับสู่วิมานสถาน ดังรับประทานวิสัชนามาฉะนี้ ฯ ลำดับนั้น ชนทั้งหลายสองพวก คือ คบคนพาลพวก ๑ คบนักปราชญ์ผู้มีปัญญาพวก ๑ คนสองพวกนี้ย่อมเป็นข้าศึกซึ่งกันและกัน คบคนพาลย่อมกระทำบาปหยาบช้า ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนเศร้าโศกโสกา ทั้งโลกนี้และโลกหน้าสิ้นกาลนาน ๑ คบคนพาลจะนำมาซึ่งความพินาศ ซึ่งสมบัติพัสถานและการบุญกุศลที่ตนจะได้ในชาตินี้และชาติหน้า อันจะนำมาซึ่งความสุข ๑ คบนักปราชญ์ที่มีปัญญา ที่รู้บาปบุญคุณโทษ ประโยชน์ชาตินี้ชาติหน้า จะนำมาซึ่งการกุศลมีทานศีลภาวนาเป็นต้น จะยกตนให้พ้นจากทุกข์ในอบาย ๑ คนคบนักปราชญ์ชาติเมธา จะมีสติปัญญาและแกล้วกล้าในท่ามกลางบริษัท จะไม่เศร้าโศกโทมนัสขัดข้องในสันดาน จะเป็นผู้แสวงหาทางสวรรค์ทางนิพพานในเบื้องหน้า จะนั่ง นอน ยืน เดิน เป็นสุข หาโทษมิได้ จะไม่มีความเดือดร้อนใจในโลกนี้และโลกหน้า จะรักษาซึ่งทรัพย์และบุตรภรรยาคณาญาติ ด้วยอานิสงส์ที่คบนักปราชญ์ชาติเมธี จะมีความเจริญสุขสวัสดีนิราศภัย เมื่อจะแตกดับขันธ์ทั้ง ๕ ไปก็จะได้สุคติในฉกามา ดังรับประทานวิสัชนามาด้วยประการฉะนี้.


edit @ 2006/01/27 23:14:17

2006/Jan/27

นิทานเรื่องนางมัลลิกา

ก็นิทานเรื่องนางมัลลิกานั้นว่า กิระ ดังได้ฟังมาว่า มีราชบุรุษคนหนึ่งชื่อพันธุลกุมาร อยู่ในเมืองกุสินารา ได้เรียนศิลปศาสตร์ในสำนักอาจารย์เดียวกันกับพระยาปเสนทิโกศล โส พันธุละกุมาโร พันธุลกุมารนั้น พานางมัลลิกาผู้เป็นภรรยา ออกจากเมืองกุสินาราสู่เมืองสาวัตถี ได้เป็นเสนาบดีของพระยาปเสนทิโกศล นางมัลลิกานั้น คลอดบุตรทีละคู่ๆ ๑๖ หน เป็นบุตร ๓๒ คน บุตรทั้ง ๓๒ คนนั้นได้เรียนศิลปศาสตร์เป็นผู้ฉลาดอาจหาญ มีบริวารคนละพันๆ คิดเป็นคน ๓ หมื่น ๒ พัน อยู่มาวันหนึ่ง ชาวเมืองเป็นความกันด้วยทรัพย์สิ่งของ ตุลาการพิพากษาให้ผู้หนึ่งแพ้ด้วยความไม่ยุติธรรม เห็นแก่สินจ้างสินบน ครั้นเห็นพันธุลเสนาบดีเดินมา ผู้ที่แพ้ก็น้อมคำนับแล้วเล่าซึ่งเหตุให้ฟัง พันธุลเสนาบดีก็ไปสู่โรงที่พิพากษา พิจารณาให้เป็นยุติธรรม แล้วก็ตัดสินให้ผู้ที่แพ้กลับเป็นผู้ชนะตามยุติธรรม เต ชะนา ครั้งนั้น ชนทั้งหลายก็พากันทำสาธุการแก่พันธุละเสนาบดี พระยาปเสนทิโกศลได้ทรงทราบซึ่งเหตุนั้น จึงรับสั่งให้ถอดตุลาการผู้นั้นเสียจากหน้าที่ ให้ตั้งพันธุลเสนาบดีเป็นผู้พิพากษา ตะลาการคนเก่านั้นก็เสื่อมจากลาภยศ ครั้นล่วงกาลนานมา ตุลาการผู้นั้นก็กราบทูลว่า พันธุลเสนาบดีคิดขบถจะชิงเอาสมบัติ พระยาปเสนทิโกศลบรมกษัตริย์ทรงเชื่อ จึงใช้ให้ราชบุรุษถือเพศเป็นพวกโจร ไปเที่ยวปล้นชาวบ้านประจันตคาม พันธุลเสนาบดีกับบุตรทั้ง ๓๒ คน รับพระราชโองการแล้วพากันไป พระยาปเสนทิโกศลก็แต่งราชบุรุษทั้งหลายให้ตามออกไปฆ่าพันธุลเสนาบดี กับบุตรทั้งหลายให้ตายสิ้นด้วยกัน ตัง ทิวะสัง ในวันนั้น นางมัลลิกาอาราธนาพระสารีบุตรกับพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ มาฉันในบ้าน ขณะนั้น มีหนังสือลับมาถึงนางมัลลิกาว่า มหาโยธาพันธุลเสนาบดีกับบุตรทั้งหลายตายหมดแล้ว นางมัลลิกาได้ทราบเหตุก็ไม่บอกให้ลูกสะใภ้ทั้งหลายรู้ เก็บหนังสือใส่ไว้ในพก แล้วก็ถวายทานแก่พระสงฆ์มีองค์พระสารีบุตรเป็นประธาน ขณะนั้น ทาสีทำภาชนะแตกเฉพาะหน้าพระสารีบุตรและนางมัลลิกา พระสารีบุตรจึงว่าแก่นางมัลลิกาว่า ท่านอย่าทำใจให้หวั่นไหวด้วยภาชนะที่แตกนั้นเลย ของที่ควรแตกก็ต้องแตก ของที่ควรดับก็ต้องดับ เป็นไปตามธรรมดาของสังขาร ท่านอย่าทำใจให้ฟุ้งซ่านวุ่นวาย สา ตัง สุตตะวา ฝ่ายนางมัลลิกาได้ฟังพระสารีบุตรตักเตือนสติครั้งนั้น จึงชักหนังสือออกจากพกแล้วอ่านให้พระสารีบุตรฟัง จึงว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้ารู้เหตุการณ์อย่างนี้ ข้าพเจ้ายังไม่หวั่นไหว เหตุไรจะมาเสียใจด้วยภาชนะแตกเท่านั้น ครั้งนั้นพระสารีบุตรก็แสดงธรรมเทศนาแก่นางมัลลิกา แล้วก็พาพระสงฆ์กลับไปสู่วิหาร สา มัลลิกา ฝ่ายว่านางมัลลิกาก็เรียกหาลูกสะใภ้ทั้งหลาย บอกความว่า สามีของเจ้าทั้งปวง เขาฆ่าตายด้วยไม่มีความผิด เพราะอกุศลทุจริตที่ทำมาแต่ในชาติก่อน เจ้าทั้งหลายอย่าได้เดือดร้อนร่ำไรโสกา ย่าโกรธแก่พระยาอำมาตย์เลย นางมัลลิกาสั่งสอนลูกสะใภ้ ก็นั่งอยู่กับลูกสะใภ้ๆ ทั้งปวงก็ไม่เศร้าโศกร้องไห้ ในกาลครั้งนั้น


edit @ 2006/01/27 23:15:57

2006/Jan/27

นิทานเรื่องพาณิชเจ็ดร้อย

อนึ่ง มนุษย์และเทพยดาจะได้ซึ่งทางสวรรค์ และทางพระนิพพาน ก็ต้องอาศัยคบนักปราชญ์ เหมือนนิทานพาณิช ๗๐๐ เป็นต้น กิระ ดังจะได้ฟังมาว่า ในกาลที่ล่วงไป สัตตะสะตะวาณิชา ยังมีพ่อค้าสำเภา ๗๐๐ ขึ้นสู่เรือสำเภาแล่นไปในท้องมหาสมุทร ครั้นถึง ๗ วัน สำเภาก็แตกน้ำพุ่งขึ้นมา พ่อค้าทั้งหลายก็พากันกลัวแต่ความตาย พากันวุ่นวายกราบไหว้บวงสรวงซึ่งเทพยดาที่ตนนับถือ เอโก ปุริโส ยังมีบุรุษผู้หนึ่ง เมื่อวันจะลงสู่เรือสำเภา ได้รับพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ ประการ ถวายทานแก่พระสงฆ์แล้วก็ลงเรือสำเภามา บุรุษผู้นั้นนั่งอยู่กลางนาวา พิจารณาซึ่งทานและศีลเป็นต้น ไม่มีความร้อนรนกระวนกระวาย ชนทั้งหลายจึงถามว่า เหตุไรท่านจึงไม่กลัวความตาย บุรุษนั้นจึงบอกว่า เรามีจิตบริสุทธิ์อยู่ในศีล ๕ ประการ ถึงจะดับสังขารก็ไปสู่สวรรค์ เพราะฉะนั้นเราจงไม่กลัวความตาย ชนทั้งหลายจึงถามว่า ศีล ๕ เราทั้งหลายจะรักษาได้ไหม บุรุษนั้นจึงบอกว่า รักษาได้ ชนทั้งปวงจึงพากันดีใจขอรับศีล ๕ บุรุษนั้นก็จัดคนทั้งหลายเป็น ๗ จำพวก พวกละร้อย พวกร้อยที่ ๑ รับศีลแล้วน้ำท่วมก็ขึ้นมาเพียงเท้า พวกร้อยที่ ๒ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงเข่า พวกร้อยที่ ๓ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงสะเอว พวกร้อยที่ ๔ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงสะดือ พวกร้อยที่ ๕ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงนม พวกร้อยที่ ๖ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงคอ พวกร้อยที่ ๗ รับศีลแล้วน้ำท่วมขึ้นมาเพียงปาก ครั้นชนทั้งหลายรับศีลแล้ว บุรุษที่เป็นอาจารย์ก็ร้องประกาศว่า ศีล ๕ นี่แหละเป็นที่พึ่งของท่านทั้งปวง ไม่มีสิ่งอื่นที่จะเป็นที่พึ่งแล้ว ท่านทั้งปวงจงตั้งมั่นอยู่ในศีลเถิด ครั้นประกาศแล้วก็พากันจมลงในน้ำ กาลัง กะโรนตา เมื่อชนทั้งหลายทำกาลกิริยาตายก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์พร้อมกันทั้งสิ้น ด้วยกุศลที่รักษาศีลเมื่อจะใกล้ตาย เพราะเหตุฉะนั้น เทพยดาทั้งหลายจึงชื่อว่า สตุลลปกายิกาเทพยดา ด้วยได้รับธรรมของสัปบุรุษ คือ ศีล ๕ จึงได้พากันขึ้นไปบังเกิดเป็นเทพยดาพร้อมกัน ก็วิมานแห่งเทพยดาที่เป็นอาจารย์นั้นสูง ๑๐๐ โยชน์ ตั้งอยู่ท่ามกลางวิมานแห่งเทพยดาที่เป็นศิษย์ วิมานเทพยดาที่เป็นศิษย์สูง ๑๒ โยชน์ ล้อมวิมานเทพยดาอาจารย์ เสวยสุขสำราญอยู่ในวิมานดาวดึงส์ เทพยดาที่เป็นศิษย์ทั้งหลายมีความยินดีในสมบัติ ครั้นพิจารณาดูรู้ว่าสมบัติเหล่านี้ เราได้เพราะอาศัยอาจารย์เป็นสัปบุรุษ เทพยดาทั้งหลายปรารถนาจะกล่าวสรรเสริญคุณอาจารย์ จึงชวนกันลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้าในพระเชตวัน เมืองสวัตถี ถวายอภิวาทวันทนาพระมหามุนี แล้วจึงกล่าวคาถาสรรเสริญคุณเทพยดาที่เป็นอาจารย์ เทพยดาที่ ๑ กล่าวคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ สัพภิ กุพเพถะ สันถะวัง สะตัง สัทธัมมะมัญญายะ เสยโย โหติ นะ ปาปิโย สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ แปลว่า บุคคลปรารถนาความสุขในอิริยาบถ ๔ คือ นั่ง นอน ยืน เดิน แล้ว ให้พึงคบนักปราชญ์ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ จึงจะละเสียซึ่งบาปอกุศล ยกตนให้พ้นจากทุกข์ทั้งหวงได้ เทพยดาที่ ๒ กล่าวเป็นคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ ปัญญัง ละภะติ นาญญะโต แปลว่า บุคคลจะได้ซึ่งปัญญาก็อาศัยคบนักปราชญ์ ไม่ได้ในสำนักแห่งคนพาล เปรียบดังน้ำมันย่อมเกิดแต่ผลไม้ทั้งหลาย มีมะพร้าวและงาเป็นต้น ไม่ได้เกิดแต่เมล็ดกรวดและทราย ฉันใดก็ฉันนั้น เทพยดาที่ ๓ กล่าวคาถาว่า สัพภิเรวะ สะมาเสถะ ฯ ล ฯ โลกะมัชเฌ นะ โสจะติ แปลว่า บุคคลย่อมไม่เศร้าโศก ในท่ามกลางแห่งบริษัทที่เศร้าโศก ก็อาศัยแก่คบนักปราชญ์ ไม่ได้ในสำนักแห่งคนพาล เหมืนอวัตถุนิทานนางมัลลิกา ภรรยาพันธุลเสนาบดี


edit @ 2006/01/27 23:16:54



แดดเช้า
View full profile